วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2558

D-HOUSE GOOD

D-HOUSE GOOD ประวัติและผลงาน

บ้านจัดสรรคุณภาพ ดี D-HOUSE GOOD Franchise guide



1.หาความรู้อย่างรู้ลึก รู้จริง
แน่นอนว่า ถ้าคุณทำแฟรนไชส์โดยไม่มีความรู้จริง ก็ย่อมไม่สำเร็จ ดังนั้นหากคุณต้องขยายธุรกิจด้วยแฟรนไชส์ ขั้นตอนแรกต้องมีความรู้เรื่องระบบแฟรนไชส์เสียก่อน  ซึ่งทางสมาคมแฟรนไชส์ไทย มีเปิดอบรมเรื่องการสร้างระบบแฟรนไชส์ 30 ชั่วโมง ทุกปี จัดเป็นประจำ ปีละ 1-2 ครั้ง ที่สามารถหาความรู้ได้จากการเข้าอบรมในโปรแกรมนี้
นอกจากนี้แล้วยังมีหนังสือ คู่มือการสร้างระบบแฟรนไชส์ ของสมาคมแฟรนไชส์ สามารถหาซื้อมาอ่านได้ จากเวป www.franchisefocus.co.th , หรืออาจจะหาผู้รู้ ที่มีประสบการณ์มาก่อนให้คำแนะนำ หรือ เข้าหาความรู้จากหน่วยงานของสมาคม และหน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
2.ประเมินความเป็นไปได้
ไม่ใช่ว่าทุกกิจการคิดจะขายแฟรนไชส์ก็ขายได้ทันที กิจการที่จะขายแฟรนไชส์ได้นั้น ต้องมีความพร้อมในระดับหนึ่ง คือต้องเป็นกิจการที่มีกำไรมาแล้ว มีร้านสาขาอยู่บ้าง และมีอายุธุรกิจนานพอที่จะเอาประสบการณ์มาถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้ ดังนั้น ก่อนที่กิจการใดก็ตามที่คิดจะขายแฟรนไชส์ต้องมีการวิเคราะห์ความเป็นไปใน ธุรกิจของตัวเองว่า พร้อมหรือยังและอยู่ในระดับใด ซึ่งการขายแฟรนไชส์โดยที่ยังไม่พร้อม จะไม่สำเร็จ และจะเกิดปัญหามากมายตามมา จนต้องกลับไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่ หรือเลิกไปเลย อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับหลายกิจการมาแล้ว
3.จัดระเบียบธุรกิจใหม่ หรือ ทำร้านต้นแบบ
ทุกกิจการย่อมต้องพัฒนาตลอดเวลา ดังนั้นก่อนการขายแฟรนไชส์ จะต้องมีการจัดระเบียบการดำเนินงานร้านเสียก่อน ส่วนที่ดีอยู่แล้ว ก็กำหนดขึ้นเป็นมาตรฐานการทำงาน สิ่งที่ยังไม่ดีก็จัดระเบียบใหม่ เพื่อสร้างความเป็นมาตรฐาน เพื่อให้ร้านต่อไปได้ปฏิบัติตาม อย่างเป็นรูปแบบเดียวกัน เพื่อให้ได้คุณภาพสินค้า การบริการ และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้เหมือนกันทุกร้าน ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า ทำเป็นร้านต้นแบบ หรือสร้างเป็นร้านตัวอย่างในแบบที่ต้องการขายแฟรนไชส์ เพื่อศึกษารายละเอียดและผลตอบรับในทุกแง่มุม ถ้าจะให้ดีให้ร้านต้นแบบนั้นอาจบริหารจัดการโดยผู้อื่น ที่ไม่ใช่คุณเป็นเจ้าของร้าน เพื่อทำให้มั่นใจได้ว่าถ้ามีการขายแฟรนไชส์ และดำเนินกิจการตามรูปแบบที่วางไว้ จะมีโอกาสสร้างกำไรให้กับกิจการได้อย่างต่อเนื่องในร้านต่อๆไป
4.ประมาณการ โครงสร้างทางการเงิน
ที่สำคัญยิ่ง  ร้านต้นแบบนี้  จะนำมาใช้วางโครงสร้างทางการเงิน เช่น ถ้าการเปิดแฟรนไชส์ 1 แห่ง จะมีรายละเอียดในการลงทุนอย่างไร มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง จุดคุ้มทุนจะอยู่ลูกค้ากี่คน ยอดขายที่จะคุ้มค่าใช้จ่ายต่อเดือนอยู่ที่ตัวเลขประมาณเท่าไหร่  และเป้าหมายควรมีลูกค้าขั้นต่ำเท่าไหร่ โอกาสที่จะได้เงินลงทุนคืนประมาณกี่ปี  และคุ้มไหม ที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์จะมาลงทุนทำธุรกิจนี้  ร้านต้นแบบจะทำให้ได้ภาพที่ชัดขึ้น และมีตัวเลขที่เข้าใกล้ความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งส่วนนี้ จะมีความสำคัญต่อการกำหนด การเก็บค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ (Franchise Fee)  และ ค่าธรรมเนียมรายเดือน (Royalty Fee) ด้วย
5.สร้างแบรนด์ สร้างชื่อให้เป็นที่รู้จัก
หน้าที่สำคัญของผู้ขายแฟรนไชส์ ก็คือการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งก็เท่ากับเป็นการสร้างรายได้เข้าให้กับบริษัทแม่เอง หลายคนเดินผิดทาง มีจุดหมายขายแฟรนไชส์ เพื่อหวังค่าธรรมเนียมแรกเข้าอย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยไม่ได้เอาใจใส่ในการทุ่มทุน ทุมแรงในการสร้างแบรนด์ และทำการตลาดให้สินค้า-บริการ ของตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้าในวงกว้าง  ซึ่งจะนำมาสู่ยอดขายที่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ให้กับร้านแฟรนไชซี่  และเป็น Key Success ที่จะย้อนกลับมาที่บริษัทแม่อย่างมั่นคงกว่า ในรูปของค่าธรรมเนียมรายเดือน ซึ่งรายได้ที่แท้จริงจากการทำระบบแฟรนไชส์   บริษัทผู้ขาย แฟรนไชส์ส่วนมาก ที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะขาดทักษะในการสร้างแบรนด์  หรือการทำการตลาดเพื่อสร้างเม็ดเงินเข้าร้านอย่างต่อเนื่อง
6.วางโรดเมฟ ในการขยายธุรกิจ
ผู้ที่ขายแฟรนไชส์ จะต้องมีแผนการอยู่ในใจว่าต้องการขยายธุรกิจอย่างไร เช่น เปิดเพิ่มในปีหน้า 100 สาขา หรือ ออกตัวแบบนิ่มๆไปก่อน 2 สาขา จะเห็นว่า การตั้งเป้าหมายทั้ง 2 แบบนี้ต่างกันสุดขั้ว การวางเป้าหมายมีความสำคัญ สำหรับกำหนดทิศทาง ว่ากิจการจะเดินไปอย่างไร   จะทำอะไรบ้าง แค่ไหน อย่างไร  เช่น การใช้งบการตลาด การเตรียมสรรหาพื้นที่ การจัดเตรียมบุคลากร การหาเงินทุน การทำการตลาดเพื่อขายแฟรนไชส์ เป็นต้น เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางเอาไว้
7.การจัดทำคู่มือ การอบรม และระบบตรวจสอบ เพื่อสร้างมาตรฐานธุรกิจ
คู่มือการดำเนินธุรกิจ คือ หัวใจของแฟรนไชส์  และเป็นกระบวนการที่ต้องมี ในการทำระบบแฟรนไชส์  คุณจะถ่ายทอดประสบการณ์ทางธุรกิจที่มีมานานนับสิบปีให้แก่ผู้อื่นได้อย่าง ไร และจะควบคุมการทำงานให้ราบรื่น มีมาตรฐานเดียวกันทุกแห่งได้อย่างไร  จัดทำคู่มือดำเนินงาน งานอบรม  การสร้างระบบการอบรม ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ ตามคู่มือที่กำหนดไว้  รวมไปถึงการสร้างระบบตรวจสอบ คือคำตอบ
นอกจากการจัดเตรียม ความพร้อมแล้ว ก่อนการขายแฟรนไชส์ ที่กล่าวมาแล้ว  สิ่งที่ต้องทำอีกเมื่อจะขายแฟรนไชส์ ก็คือ การทำสัญญาแฟรนไชส์  การทำเอกสารและสื่อเพื่อแนะนำธุรกิจแฟรนไชส์   การทำการตลาดสรรหาแฟรนไชซี่ การคัดเลือกแฟรนไชส์ การสรรหาทำเลเปิดร้าน การสร้างร้าน และการอบรม
และเมื่อมีการขายแฟรนไชส์ไปแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือ  การเปิดร้าน การ เป็นพี่เลี้ยงในการดำเนินงานช่วงเริ่มต้น  และสร้างระบบการสนับสนุนที่ต่อเนื่อง   รวมไปถึง พัฒนาสิ่งใหม่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า อย่างไม่หยุดยั้ง

บทความ ใหม่ ธุรกิจ แฟนไชย์

บ้านจัดสรรคุณภาพ ดี D-HOUSE GOOD Franchise guide


1.หาความรู้อย่างรู้ลึก รู้จริง
แน่นอนว่า ถ้าคุณทำแฟรนไชส์โดยไม่มีความรู้จริง ก็ย่อมไม่สำเร็จ ดังนั้นหากคุณต้องขยายธุรกิจด้วยแฟรนไชส์ ขั้นตอนแรกต้องมีความรู้เรื่องระบบแฟรนไชส์เสียก่อน  ซึ่งทางสมาคมแฟรนไชส์ไทย มีเปิดอบรมเรื่องการสร้างระบบแฟรนไชส์ 30 ชั่วโมง ทุกปี จัดเป็นประจำ ปีละ 1-2 ครั้ง ที่สามารถหาความรู้ได้จากการเข้าอบรมในโปรแกรมนี้
นอกจากนี้แล้วยังมีหนังสือ คู่มือการสร้างระบบแฟรนไชส์ ของสมาคมแฟรนไชส์ สามารถหาซื้อมาอ่านได้ จากเวป www.franchisefocus.co.th , หรืออาจจะหาผู้รู้ ที่มีประสบการณ์มาก่อนให้คำแนะนำ หรือ เข้าหาความรู้จากหน่วยงานของสมาคม และหน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
2.ประเมินความเป็นไปได้
ไม่ใช่ว่าทุกกิจการคิดจะขายแฟรนไชส์ก็ขายได้ทันที กิจการที่จะขายแฟรนไชส์ได้นั้น ต้องมีความพร้อมในระดับหนึ่ง คือต้องเป็นกิจการที่มีกำไรมาแล้ว มีร้านสาขาอยู่บ้าง และมีอายุธุรกิจนานพอที่จะเอาประสบการณ์มาถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้ ดังนั้น ก่อนที่กิจการใดก็ตามที่คิดจะขายแฟรนไชส์ต้องมีการวิเคราะห์ความเป็นไปใน ธุรกิจของตัวเองว่า พร้อมหรือยังและอยู่ในระดับใด ซึ่งการขายแฟรนไชส์โดยที่ยังไม่พร้อม จะไม่สำเร็จ และจะเกิดปัญหามากมายตามมา จนต้องกลับไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่ หรือเลิกไปเลย อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับหลายกิจการมาแล้ว
3.จัดระเบียบธุรกิจใหม่ หรือ ทำร้านต้นแบบ
ทุกกิจการย่อมต้องพัฒนาตลอดเวลา ดังนั้นก่อนการขายแฟรนไชส์ จะต้องมีการจัดระเบียบการดำเนินงานร้านเสียก่อน ส่วนที่ดีอยู่แล้ว ก็กำหนดขึ้นเป็นมาตรฐานการทำงาน สิ่งที่ยังไม่ดีก็จัดระเบียบใหม่ เพื่อสร้างความเป็นมาตรฐาน เพื่อให้ร้านต่อไปได้ปฏิบัติตาม อย่างเป็นรูปแบบเดียวกัน เพื่อให้ได้คุณภาพสินค้า การบริการ และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้เหมือนกันทุกร้าน ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า ทำเป็นร้านต้นแบบ หรือสร้างเป็นร้านตัวอย่างในแบบที่ต้องการขายแฟรนไชส์ เพื่อศึกษารายละเอียดและผลตอบรับในทุกแง่มุม ถ้าจะให้ดีให้ร้านต้นแบบนั้นอาจบริหารจัดการโดยผู้อื่น ที่ไม่ใช่คุณเป็นเจ้าของร้าน เพื่อทำให้มั่นใจได้ว่าถ้ามีการขายแฟรนไชส์ และดำเนินกิจการตามรูปแบบที่วางไว้ จะมีโอกาสสร้างกำไรให้กับกิจการได้อย่างต่อเนื่องในร้านต่อๆไป
4.ประมาณการ โครงสร้างทางการเงิน
ที่สำคัญยิ่ง  ร้านต้นแบบนี้  จะนำมาใช้วางโครงสร้างทางการเงิน เช่น ถ้าการเปิดแฟรนไชส์ 1 แห่ง จะมีรายละเอียดในการลงทุนอย่างไร มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง จุดคุ้มทุนจะอยู่ลูกค้ากี่คน ยอดขายที่จะคุ้มค่าใช้จ่ายต่อเดือนอยู่ที่ตัวเลขประมาณเท่าไหร่  และเป้าหมายควรมีลูกค้าขั้นต่ำเท่าไหร่ โอกาสที่จะได้เงินลงทุนคืนประมาณกี่ปี  และคุ้มไหม ที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์จะมาลงทุนทำธุรกิจนี้  ร้านต้นแบบจะทำให้ได้ภาพที่ชัดขึ้น และมีตัวเลขที่เข้าใกล้ความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งส่วนนี้ จะมีความสำคัญต่อการกำหนด การเก็บค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ (Franchise Fee)  และ ค่าธรรมเนียมรายเดือน (Royalty Fee) ด้วย
5.สร้างแบรนด์ สร้างชื่อให้เป็นที่รู้จัก
หน้าที่สำคัญของผู้ขายแฟรนไชส์ ก็คือการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งก็เท่ากับเป็นการสร้างรายได้เข้าให้กับบริษัทแม่เอง หลายคนเดินผิดทาง มีจุดหมายขายแฟรนไชส์ เพื่อหวังค่าธรรมเนียมแรกเข้าอย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยไม่ได้เอาใจใส่ในการทุ่มทุน ทุมแรงในการสร้างแบรนด์ และทำการตลาดให้สินค้า-บริการ ของตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้าในวงกว้าง  ซึ่งจะนำมาสู่ยอดขายที่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ให้กับร้านแฟรนไชซี่  และเป็น Key Success ที่จะย้อนกลับมาที่บริษัทแม่อย่างมั่นคงกว่า ในรูปของค่าธรรมเนียมรายเดือน ซึ่งรายได้ที่แท้จริงจากการทำระบบแฟรนไชส์   บริษัทผู้ขาย แฟรนไชส์ส่วนมาก ที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะขาดทักษะในการสร้างแบรนด์  หรือการทำการตลาดเพื่อสร้างเม็ดเงินเข้าร้านอย่างต่อเนื่อง
6.วางโรดเมฟ ในการขยายธุรกิจ
ผู้ที่ขายแฟรนไชส์ จะต้องมีแผนการอยู่ในใจว่าต้องการขยายธุรกิจอย่างไร เช่น เปิดเพิ่มในปีหน้า 100 สาขา หรือ ออกตัวแบบนิ่มๆไปก่อน 2 สาขา จะเห็นว่า การตั้งเป้าหมายทั้ง 2 แบบนี้ต่างกันสุดขั้ว การวางเป้าหมายมีความสำคัญ สำหรับกำหนดทิศทาง ว่ากิจการจะเดินไปอย่างไร   จะทำอะไรบ้าง แค่ไหน อย่างไร  เช่น การใช้งบการตลาด การเตรียมสรรหาพื้นที่ การจัดเตรียมบุคลากร การหาเงินทุน การทำการตลาดเพื่อขายแฟรนไชส์ เป็นต้น เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางเอาไว้
7.การจัดทำคู่มือ การอบรม และระบบตรวจสอบ เพื่อสร้างมาตรฐานธุรกิจ
คู่มือการดำเนินธุรกิจ คือ หัวใจของแฟรนไชส์  และเป็นกระบวนการที่ต้องมี ในการทำระบบแฟรนไชส์  คุณจะถ่ายทอดประสบการณ์ทางธุรกิจที่มีมานานนับสิบปีให้แก่ผู้อื่นได้อย่าง ไร และจะควบคุมการทำงานให้ราบรื่น มีมาตรฐานเดียวกันทุกแห่งได้อย่างไร  จัดทำคู่มือดำเนินงาน งานอบรม  การสร้างระบบการอบรม ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ ตามคู่มือที่กำหนดไว้  รวมไปถึงการสร้างระบบตรวจสอบ คือคำตอบ
นอกจากการจัดเตรียม ความพร้อมแล้ว ก่อนการขายแฟรนไชส์ ที่กล่าวมาแล้ว  สิ่งที่ต้องทำอีกเมื่อจะขายแฟรนไชส์ ก็คือ การทำสัญญาแฟรนไชส์  การทำเอกสารและสื่อเพื่อแนะนำธุรกิจแฟรนไชส์   การทำการตลาดสรรหาแฟรนไชซี่ การคัดเลือกแฟรนไชส์ การสรรหาทำเลเปิดร้าน การสร้างร้าน และการอบรม
และเมื่อมีการขายแฟรนไชส์ไปแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือ  การเปิดร้าน การ เป็นพี่เลี้ยงในการดำเนินงานช่วงเริ่มต้น  และสร้างระบบการสนับสนุนที่ต่อเนื่อง   รวมไปถึง พัฒนาสิ่งใหม่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า อย่างไม่หยุดยั้ง

วิเคราะห์ดัชนีกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประจำสุดสัปดาห์ที่ 10 มกราคม




วิเคราะห์ดัชนีกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประจำสุดสัปดาห์ที่ 10 มกราคม 2558SHARE : 370 views10/1/2015ข่าวล่าสุด“แลนดี้ โฮม” เดินเครื่องปั๊มยอดขายปีแพะ ชวนร่วมกิจกรรม จองเท่าไหร่ ลดเท่านั้น พร้อมรับฟรี iPhone6 “แลนดี้ โฮม” เดินเครื่องปั๊มยอดขายปีแพะ vชวนชมไซต์ก่อสร้างจริง อัดโปรฯ ลดกว่า 2.2 ล้าน “แลนดี้ โฮม” ศูนย์รับสร้างบ้านอันดับ 1 เดินเครื่องปั๊มยอดขายปี 58 ยังเดินหน้าด้วยกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก โหมจัดอีเว้นท์ พร้อมแคมเปญเด็ดๆ เพื่อกระตุ้นลูกค้าเร่งตัดสินใจสร้าง เผย 24 ม.ค.นี้ จัดอีเว้นท์แรก “LANDY HOME SITE SEEING” ชวนลูกค้าชมไซต์ก่อสร้าง เพื่อเรียนรู้ขั้นตอนการก่อสร้างบ้านจริง พร้อมอัดโปรฯ ชมแล้วจองก่อน 1 ก.พ. จองเท่าไหร่ ลดเท่านั้น, รับฟรี iPhone6 และลดราคาสร้างสูงสุดกว่า 2.2 ล้านบาท นางสาวภัทรา มณีรัตนะพร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและออกแบบผลิตภัณฑ์ บริษัทแลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด #terramore นางสาวภัทรา มณีรัตนะพร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและออกแบบผลิตภัณฑ์ บริษัทแลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด ศูนย์รับสร้างบ้านอันดับ […] เอสซี แอสเสท ขอแนะนำโครงการ บูเลอวาร์ด ทัสคานี ชะอำ-หัวหิน โครงการบ้านเดี่ยวติดทะเล ระดับพรีเมียม บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขอแนะนำโครงการ บูเลอวาร์ด ทัสคานี ชะอำ-หัวหิน โดดเด่นด้วยทำเลบนถนนเพชรเกษม ริมชาดหาดหัวหินที่มีความยาวถึง 78 เมตร ทั้งยังสามารถพักผ่อนหรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว ด้วยคลับเฮ้าส์ ส่วนกลาง ฟิตเนส และสระว่ายน้ำลอยฟ้าที่ขอบสระอยู่ระดับเดียวกับขอบฟ้า หรือจะไปสัมผัสใกล้ชิดเกลียวคลื่นกับ Beach Front Swimming Pool ภายใต้แนวคิดการออกแบบจากเอกลักษณ์ของ 4 บรรยากาศ จาก 4 เมือง แห่งแคว้นทัสคานี ประเทศอิตาลี ได้แก่ SIENA (เซียนา) : บ้านเดี่ยวขนาดพื้นที่ใช้สอย 144 ตารางเมตร ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ โดยได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบจากเมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งสถาปัตยกรรมที่ปลูกไล่ระดับกับเนินเขา อิ่มเอมกับบรรยกาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ราคาเริ่มต้น 7 ล้านบาท #terramore LUCCA (ลุคคา) : […] เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ปี 2558 THAILAND TOURISM FESTIVAL : TTF 2015 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)​ ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้จัดงาน เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 35 (THAILAND TOURISM FESTIVAL) ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร เพื่อกิจกรรมหนึ่งเปิดตัว”ปีท่องเที่ยววิถีไทย 2558″ ตามนโยบายรัฐบาล เสมือนยกเมืองไทยมาไว้ที่สวนลุพินี วัตถุประสงค์ 1. เพื่อนำเสนอสร้างการรับรู้ความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ในด้านเอกลักษณ์วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่นจากทุกภูมิภาคของประเทศ และปลูกฝังความภาคภูมิใจในความเป็นชาติสู่นักท่องเที่ยวในและต่างประเทศ​ 2. เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการเดินทางเชื่อมโยงให้เกิดการเดินทางกระจายไป ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ 3. เพื่อนำเสนอสินค้าท่องเที่ยวเด่นที่มีคุณภาพและน่าดึงดูดใจให้เป็นทางเลือกใหม่ 4. เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวให้กับประชาชนทั่วไปและบุคคลในสาขาอาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการตลาดสมัยใหม่ Modern Marketing 5. เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองปีการท่องเที่ยววิถีไทย ปี 2558 / 55 ปี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย / 90 ปี สวนลุมพินี “ปีท่องเที่ยววิถีไทย 2558″ ร่วมแต่งไทยให้สนั่นเมืองไปเที่ยวงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ปี […] ดัชนีกลุ่ม : พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ TerraBKK Research ขอ Update บทวิเคราะห์ทางเทคนิค ทั้งกราฟรายวันและกราฟรายสัปดาห์ในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประจำสุดสัปดาห์ที่ 10 มกราคม 2558 ดังนี้ ดัชนีปิดสุดสัปดาห์ที่บริเวณ 296.97 จุด กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลงเป็นระยะเวลากว่า 10 สัปดาห์ ลดลงประมาณ 40 จุด แนวโน้มของดัชนีในระยะยาวได้เปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นขาลง (Tenkan ตัด Kijun ลงมา) แต่แนวโน้มขาลงยังไม่ชัดเจนมากนักเนื่องจากแท่งเทียนยังสามารถเกาะเส้นแนวโน้มได้อยู่ ดัชนีสุดสัปดาห์นี้สามารถปิดด้วยแท่งเขียวใหญ่ยืนเหนือเส้นแนวโน้ม Kijun และ Tenkan ได้ แต่ในขณะที่ RSI ลงต่ำกว่า 50 แสดงถึงความไม่แข็งแรงของแนวโน้มในระยะยาวเท่าที่ควร TerraBKK Research จึงมองว่า สำหรับนักลงทุนระยะยาวไม่ควรลงทุนในช่วงนี้ ควรรอสัญญาณการกลับตัวของแนวโน้มที่แข็งแรงกว่านี้เข้ามาก่อนจึงค่อยตัดสินใจกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง การลงทุนในตลาดเราจะยึดหลัก “The trend is your friend” เสมอ เราจึงไม่เทรดสวนแนวโน้มตลาด (คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย) สำหรับการลงทุนระยะสั้น ในระยะ Time Frame Day ดัชนีปรับตัวลงมาแรงพอสมควรในช่วงหลายวันที่ผ่านมาแนวโน้มปัจจุบันแนวโน้มยังคงเป็นขาลงอยู่ (Down Trend) แต่ดัชนีกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้ Rebound ขึ้นยืนเหนือเส้นแนวโน้ม Kiijun และ Tenkan ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการกลับตัวอีกครั้งหนึ่ง ในขณะเดียวกัน RSI ก็กำลังกลับไปยืนเหนือ 50 พร้อมกับ MACD ตัดสัญญาณขึ้นซึ่งเป็นสัญญาณการกลับตัวที่น่าสนใจ ถ้าจะให้ดีควรรอให้แนวโน้ม (Trend) กลับตัวเป็นขาขึ้นก่อนจึงจะน่าสนใจลงทุนที่สุด (Tenkan>Kijun) เนื่องจากปัจจุบันโมเมนตัมยังไม่แข็งแกร่งมากนัก สำหรับกลยุทธ์การลงทุน TerraBKK Research ขอแนะนำว่า คนที่รับความเสี่ยงได้หน่อยอาจจะลองเข้าซื้อดูก็ได้เนื่องจากสัญญาณต่างๆดูค่อนข้างดีขึ้น แต่สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้ไม่ค่อยมากยังไม่ควรลงทุน ควรรอสัญญาณกลับตัวของแนวโน้มให้ชัดก่อนจึงค่อยกลับมาลงทุน – เทอร์ร่า บีเคเค (คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย) indicator definition by investopedia. Moving Average Convergence Divergence – MACD : “A trend-following momentum indicator that shows the relationship between two moving averages of prices. The MACD is calculated by subtracting the 26-day exponential moving average (EMA) from the 12-day EMA. A nine-day EMA of the MACD, called the “signal line”, is then plotted on top of the MACD, functioning as a trigger for buy and sell signals.” Relative Strength Index – RSI : “A technical momentum indicator that compares the magnitude of recent gains to recent losses in an attempt to determine overbought and oversold conditions of an asset.” Average Directional Index – ADX : “An indicator used in technical analysis as an objective value for the strength of trend. ADX is non-directional so it will quantify a trend’s strength regardless of whether it is up or down. ADX is usually plotted in a chart window along with two lines known as the DMI (Directional Movement Indicators). ADX is derived from the relationship of the DMI lines.” บทความโดย : TerraBKK ข่าวอสังหาฯ

อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : TerraBKK.com - http://terrabkk.com/?p=45916

ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เติบโตแบบก้าวกระโดด






          




 หลังจากกระแสการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เติบโตแบบก้าวกระโดด กล่าวคือ จากการรวบรวมข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือระบุว่าในปี 2555-2556 มีการขยายตัวสูงสุดในรอบ 22 ปี โดยดูจากตัวเลขการขออนุญาตก่อสร้างในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ ซึ่งปี 2555 สูงถึง 1.2 ล้านตารางเมตร  เฉพาะในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่และยังไม่รวมพื้นที่รอบๆ เขตเทศบาลนครเชียงใหม่ สูงจากปี 2554 ที่มีการขออนุญาตก่อสร้าง ประมาณ 4 แสนตารางเมตร ปี 2556 มีการขออนุญาต 7 แสนตารางเมตร
            ขณะที่คอนโดมิเนียมปี 2554 มีการขออนุญาตประมาณ 3 หมื่นตารางเมตร ปี 2555 เพิ่มเป็น 2.3 แสนตารางเมตรและปี 2556 เพิ่มอีก 1.4 แสนตารางเมตร ส่วนบ้านอยู่อาศัย 2.5 แสนตารางเมตรในปี 2554 และปี 2555 เพิ่มเป็น 6 แสนตารางเมตรและปี 2556 อีก 4 แสนตารางเมตร ซึ่งมาจากกำลังซื้อและความต้องการของตลาด เพราะเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางการศึกษา เศรษฐกิจและส่วนหนึ่งเป็นการมองถึงอนาคต โดยเฉพาะโอกาสหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่เชียงใหม่จะเป็นศูนย์กลางในภาคเหนือด้วย และอีกส่วนหนึ่งมาจากนโยบายภาครัฐในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและจากกฎหมายผังเมืองด้วย
            ตัวเลขที่เห็นได้สำหรับจังหวัดเชียงใหม่  ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ในปี 2554 ปรับขึ้นจาก 3,400 ล้านบาท เป็น 5,000 ล้านบาทในปี 2555 และปี 2556 ยอดขายเพิ่มเป็น 7,200 ล้านบาท  ถือว่าตัวเลขยอดขายในปี 2554-2555 ก้าวกระโดดเป็น 48% ปี 2555-2556 โตขึ้น 43% และหากรวม 2 ปีแล้วยอดขายโตขึ้นเกือบเท่าตัว เป็นดัชนีที่ชัดเจนว่าเป็นช่วงที่ฟื้นตัวของเศรษฐกิจเชียงใหม่ในรอบ 20 ปีที่ถูกกระตุ้นด้วยปัจจัยรอบด้านทั้งการท่องเที่ยว นโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหลายด้าน
            อย่างไรก็ตามกระแสการเติบโตย่อมขึ้นสูงสุดและรอเวลาที่จะปรับตัวลง และถึงขั้นมองว่าจะเข้าสู่ภาวะ Over Supply  ซึ่งสัญญาณเริ่มปรากฏแล้วว่ามีการประกาศทิ้งเงินดาวน์ และ หลายโครงการอยู่ในภาวะขาดสภาพคล่องโดยไม่ได้ก่อสร้างตามกำหนดที่วางไว้
            จากการสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดเชียงใหม่ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยผลสำรวจล่าสุด พบว่าโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในเชียงใหม่ในปัจจุบันมีทั้งสิ้น 21,590 ยูนิต  แบ่งเป็นบ้านจัดสรรประมาณ 14,800 ยูนิตจาก 131 โครงการ  อาคารชุด (คอนโดมิเนียม) ประมาณ 6,700 ยูนิตจาก 50 โครงการ และบ้านพักตากอากาศประมาณ 90 ยูนิต    ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของผู้ประกอบการท้องถิ่น คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 80-90 ที่เหลือเป็นผู้ประกอบการจากส่วนกลาง
            รวมถึงล่าสุด (กันยายน 2557)   ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) หรือ REIC เปิดเผยสถิติผลสำรวจอาคารชุดเหลือขายใน 6 จังหวัดหัวเมืองหลัก ณ เดือนกรกฎาคม 2557 ได้แก่ เชียงใหม่, ขอนแก่น, ภูเก็ต, ระยอง, นครราชสีมา, และชลบุรี ปรากฏว่าเชียงใหม่มีสัดส่วนห้องชุดเหลือขายสูงสุดคือ 43% หรือ 2,910 ยูนิต จากหน่วยในผัง 6,727 ยูนิต รองลงมา จ.ขอนแก่นมีสัดส่วนเหลือขาย 40% หรือ 1,661 ยูนิตจากหน่วยในผัง 4,140 ยูนิต, จ.ภูเก็ตเหลือขาย 35% หรือ 5,979 ยูนิตจากหน่วยในผัง 16,694 ยูนิต, จ.ระยองเหลือขาย 35% หรือ 961 ยูนิต จากหน่วยในผัง 1,101 ยูนิต, จ.นครราชสีมาเหลือขาย 32% หรือ 987 ยูนิตจากหน่วยในผัง 3,031 ยูนิต และ จ.ชลบุรีเหลือขาย 26% หรือ 15,715 ยูนิตจากหน่วยในผัง 58,639 ยูนิต
            นายนนท์ หิรัญเชษฐ์ เลขาธิการสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่-ลำปาง เปิดเผยว่า ข้อมูลสมาคมช่วงปี 2555-2556 มีคอนโดฯเปิดขายใหม่ 9,500-10,000 ยูนิตซึ่งถือว่ามากเกินไป อัตราที่เหมาะสมน่าจะปีละ 2,000 ยูนิต เนื่องจากพฤติกรรมการซื้อที่อยู่อาศัยของคนท้องถิ่นเชียงใหม่นิยมซื้อบ้าน กลุ่มนี้มีสัดส่วน 30-40% อีก 60-70% เป็นคนต่างถิ่นที่เข้ามาทำงานหรือพักอาศัย เดิมเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่เมื่อมีคอนโดฯเกิดขึ้นก็เปลี่ยนจากการเช่ามาผ่อนห้องชุดกับธนาคาร
            สำหรับโครงการบ้านจัดสรรนั้น  ปัจจุบันมียูนิตเหลือขายราว 6,600 ยูนิต โดยส่วนใหญ่เป็นบ้านเดี่ยวคิดเป็นร้อยละ 85 ตามมาด้วยอาคารพาณิชย์ ร้อยละ 6 และทาวน์เฮ้าส์ ร้อยละ 5  เมื่อแบ่งตามพื้นที่ พบว่าโครงการบ้านจัดสรรกระจายอยู่ใน 4 อำเภอหลัก ได้แก่ อำเภอสันกำแพง  (30 โครงการ 3,600 ยูนิต) อำเภอเมืองเชียงใหม่ (27 โครงการ 2,400 ยูนิต)  อำเภอสันทราย (27 โครงการ 2,600 ยูนิต)  และอำเภอหางดง (20 โครงการ 2,900 ยูนิต)   โดยราคาของบ้านเดี่ยวและอาคารพาณิชย์พักอาศัยส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2-5 ล้านบาท ส่วนทาวน์เฮ้าส์และบ้านแฝดอยู่ในระดับราคาเดียวกันที่ 2-3 ล้านบาท  นอกจากนี้ การสำรวจยังพบว่าส่วนแบ่งทางการตลาดของที่อยู่อาศัยเชียงใหม่เป็นของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพียงร้อยละ 8 ของจำนวนโครงการทั้งหมด
 
เจาะโครงการคอนโดมิเนียมเดินสู่ภาวะชะลอตัว-ล้นตลาด
            เมื่อมองสถานการณ์ตลาดคอนโดฯ ในเชียงใหม่ ตัวเลขของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พบว่าทำเลยอดนิยมที่ผู้ประกอบการเข้าไปพัฒนาโครงการ ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีมากถึง 46 โครงการ ที่เหลือกระจายอยู่ในอำเภอหางดง สันทราย และแม่ริม  โดยส่วนใหญ่เป็นห้องชุดแบบ 1 ห้องนอนถึงร้อยละ 78 รองลงมาเป็นห้องแบบ 2 ห้องนอน (ร้อยละ 13) และห้องสตูดิโอ (ร้อยละ 6) สำหรับสถานะของการก่อสร้างหน่วยในผังโครงการทั้งหมด พบว่าร้อยละ 50 เป็นหน่วยที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง  ร้อยละ 33 ยังไม่ก่อสร้าง และก่อสร้างแล้วเสร็จเพียงร้อยละ 17  นับเป็นตัวเลขที่น่าสนใจว่ากว่า 30% ยังไม่ได้ก่อสร้างเป็นความเสี่ยงที่น่าติดตามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2558 ว่าจะส่งผลต่อผู้จองและผู้ลงทุนในโครงการเหล่านั้นหรือไม่
            ในขณะที่บ้านพักตากอากาศหรือวิลล่า ซึ่งสำรวจเฉพาะโครงการที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาราคา 15 ล้านบาทขึ้นไป เป็นโครงการที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นชาวต่างชาติและสร้างเพื่อปล่อยเช่าระยะยาว โดยโครงการส่วนใหญ่มีจำนวนยูนิตเหลือขายเพียงเล็กน้อย โดยจำนวนหน่วยในผังโครงการทั้งหมดยังไม่มีหน่วยที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเลย  
            สอดคล้องกับการสำรวจ  นับตั้งแต่กลางปี 2556 ถึงขณะนี้ภาพรวมของธุรกิจที่อยู่อาศัย หรืออสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดเชียงใหม่อยู่ในภาวะชะลอตัว  โดยเฉพาะธุรกิจคอนโดมิเนียมที่อยู่ในภาวะล้นตลาด (Over Supply) อย่างมากในปัจจุบัน ขณะที่ความต้องการ ในตลาดลดลง ยอดลูกค้าของโครงการต่าง ๆ ถูกปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะทิ้งเงินดาวน์ ซึ่งคาดว่ามีสัดส่วนราว 20-25% แล้ว
 
ที่มา : บริษัท เอกอานนท์ จำกัด
            ตัวเลขที่น่าสนใจภาวะอสังหาริมทรัพย์ของเชียงใหม่ในปัจจุบันคือ
•     บ้านเดี่ยว เปิดขาย 26,823 หน่วย เหลือขาย 7,323 หน่วย ยอดขายเฉลี่ยต่อเดือน 524 หน่วย
•     ทาวน์โฮม เปิดขาย 1,544 หน่วย เหลือขาย 604 หน่วย ยอดขายเฉลี่ยต่อเดือน 61 หน่วย
•    อาคารพาณิชย์ เปิดขาย 2,221 หน่วย เหลือขาย 777 หน่วย ยอดขายเฉลี่ยต่อเดือน 85 หน่วย
•     คอนโดมิเนียม เปิดขาย 14,152 หน่วย เหลือขาย 4,080 หน่วย ยอดขายเฉลี่ยต่อเดือน 1,004 หน่วย
         ผู้บริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในพื้นที่ให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า  ทิศทางของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของจังหวัดเชียงใหม่ในปี 2557 จะยังคงซบเซาอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการหดตัวทั้งกำลังซื้อ และการลงทุน เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบ เช่น ปัญหาการเมือง  ปัญหาสถาบันการเงินคุมเข้มสินเชื่อ และตลาดที่อยู่อาศัยที่ล้นตลาด (Over  Supply) โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม
            ขณะที่แนวโน้มของตลาดที่อยู่อาศัยในเชียงใหม่จะมีการชะลอตัวต่อเนื่อง ไปจนถึงปลายปี 2557 หรือราวต้นปีหน้า แต่ด้วยศักยภาพของจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและการ ลงทุนในภาคเหนือ ตลาดที่อยู่อาศัยจะกลับมามีการขยายตัวอย่างแน่นอนหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนใน ปี 2558 จากการเข้ามาทำธุรกิจและ ลงทุนของต่างชาติในกลุ่มอาเซียน
ตลาดไฮเอนด์-ซูเปอร์ลักชัวรีโอกาสทองอสังหาฯ เชียงใหม่
            ขณะที่ตลาดบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นโครงการที่มุ่งตลาดกลุ่มลูกค้าจากส่วนกลาง ในพื้นที่ ดังนั้นการตอบโจทย์ลูกค้าด้วยการดีไซน์ ออกแบบเพื่อรองรับจึงไม่สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์มากนัก ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าความต้องการสินค้า (Supply) อสังหาฯ ทั้งบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียมในระดับบนยังมีอีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มชาวต่างประเทศที่ต้องการโครงการที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มโดยเฉพาะขนาดห้อง ดีไซน์ที่แตกต่าง สิ่งอำนวยความสะดวก เป็นต้น
            ทั้งนี้มีการมองว่าเมื่อตลาดระดับล่าง-กลางอิ่มตัว ระดับไฮเอนด์และซูเปอร์ลักชัวรี ราคาเฉลี่ยตารางเมตรละ 60,000-100,000 บาท จะกลับมาฟื้นตัว  ซึ่งจะมีหลายรูปแบบเช่นที่พักอาศัยสำหรับกลุ่ม Long Stay โดยเฉพาะ หรือคอนโดมิเนียมที่รองรับกลุ่มลูกค้าต่างประเทศเป็นหลัก  โดยเฉพาะโครงการที่เจาะกลุ่มประเทจีน ญี่ปุ่น เกาหลี  สิงคโปร์ที่สนใจซื้อและลงทุนเพื่อรองรับการเปิดเขตเศรษฐกิจอาเซียน  
            อย่างไรก็ตามมีการวิเคราะห์กัน ตลาดอสังหาฯแนวราบเชียงใหม่ มีการแข่งขันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โซนเมืองมีอัตราการแข่งขันสูงสุด แต่ตลาดยังสามารถขยายตัวได้ ทิศทางการขยายของธุรกิจจะออกมาทางอำเภอสันกำแพง ทำให้เริ่มมีการแข่งขันมากขึ้น ปัจจุบันมีกลุ่มทุนส่วนกลางเข้ามาพัฒนาโครงการแล้ว เช่น แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ศุภาลัย พฤกษาฯ ทำให้ราคาที่ดินสันกำแพงเริ่มปรับตัวสูงขึ้นไร่ละ 4-5 ล้านบาท จากเดิมไร่ละ 2-3 ล้านบาท ด้านโซนอำเภอเมืองสูงถึงไร่ละ 10-15 ล้านบาท จากเดิม 5-8 ล้านบาท
เปิดโครงสร้างพื้นฐานเชียงใหม่กระตุ้นอสังหาฯพื้นที่
            จังหวัดเชียงใหม่นับเป็นพื้นที่ที่มีโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่เชื่อมโยงกับจังหวัดรอบข้างมูลค่านับแสนล้านบาทไม่ว่าจะเป็นโครงการมอเตอร์เวย์ เชียงใหม่ เชียงรายที่อยู่ระหว่างการศึกษา โครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนคันคลองชลประทาน ถนนวงแหวนรอบที่ 4 โครงการสนามบินแห่งที่  2 เป็นต้น  ไม่รวมโครงการภาคเอกชนขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่ลงทุนไปแล้ว เช่นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ นับเป็นตัวแปรที่จะทำให้เศรษฐกิจเชียงใหม่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและเติบโตในอนาคตได้
 
            โดยเฉพาะการขยายตัวสู่ปริมณฑลเมืองเชียงใหม่ไปทางตะวันออก ย่านสันกำแพง ดอยสะเก็ด  ดังล่าสุดที่ ทางหลวงชนบทได้เตรียมก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองเชียงใหม่ – สันกำแพงสายใหม่  ขนานถนนสันกำแพงสายเก่า ใช้งบประมาณ 900 ล้านบาท  ภายใต้โครงการก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองต้นเปาบริเวณแยก ทล.121 บรรจบ ทล.1014 สายบ่อสร้าง-ดอยสะเก็ด อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่    ประกอบด้วย แนวทางเลือกที่ 1 ระยะทางประมาณ 15.22 กม. มีจุดเริ่มต้นบริเวณทางหลวงชนทบ ชม.3029 หรือถนนเชียงใหม่สมโภช 700 ปี ตัดผ่าทางหลวงหมายเลข 121 หรือถนนวงแวนรอบ 3 จากนั้นแนวเส้นทางมุ่งไม่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 1014 หรือถนนสายบ่อสร้าง – ดอยสะเก็ด บรรจบทางหลวงชนบท ชม.4039 ห่างจากทางหลวงหมายเลข 1006 หรือถนนสันกำแพงสายเก่า ประมาณ 1.89 กม.
             แนวทางเลือกที่ 2 ใกล้เคียงกับแนวทางเลือกที่ 1 ระยะทางประมาณ 14.47 กม. แนวทางเลือกที่ 3 ระยะทางประมาณ 14.49 กม. เริ่มต้นจุดเดียวกัน แต่พอตัดถนนสายบ่อสร้าง – ดอยสะเก็ด แนวเส้นทางจะมุ่งไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ บรรจบทางหลวงชนบท ชม.4039 ห่างจากถนนสันกำแพงสายเก่าประมาณ 1.23 กม. ส่วนแนวทางเลือกที่ 4 ระยะทางประมาณ 14.30 กม. เริ่มจากถนนสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี แต่จุดตั้งต้นจะขยับลงมาใกล้แยกต้นเปามากกว่าแนวทางเลือกอื่น แนวถนนจะใกล้เคียงกับแนวทางเลือกที่ 3 จะแตกต่างท่อนกลางระหว่างถนนสมโภช 700 ปี ถึงจุดตันถนนบ่อสร้าง – ดอยสะเก็ด โดยที่แนวถนนจะขยับลงมาใกล้กับถนนสันกำแพงสายเก่า
            ทั้งนี้แนวถนนเลี่ยงเมืองตามโครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น โครงการก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองต้นเปา ผ่านแนวเขตการปกครอง 4 อำเภอของ จ.เชียงใหม่ ประกอบด้วย อ.เมืองเชียงใหม่ ผ่านพื้นที่ ต.ท่าศาลา ต.หนองป่าครั่ง อ.สันกำแพง ผ่านพื้นที่ ต.ต้นเปา ต.สันกลาง ต.แม่ปูคา ต.สันกำแพง ต.ทรายมูล และ ต.ร้องวัวแดง อ.ดอยสะเก็ด ผ่านพื้นที่ ต.สันปูเลย ต.สำราญราษฎร์ และ ต.แม่คือ อ.สันทราย ผ่านพื้นที่ ต.สนพระเนตร
อสังหาฯ เชียงใหม่เข้าสู่ AEC รอปรับตัวกลางปี 2558
            ในภาพรวมปลายปี 2557 ต่อเนื่องถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2558 การเคลื่อนไหวของอสังหาริมทรัพย์ในเชียงใหม่จะสอดคล้องกับภาวะโดยรวมของประเทศที่ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ มองว่าทิศทางของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาสดใสได้อีกครั้งในปี 2558 จากการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านต่างๆของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม สำหรับแนวโน้มในครึ่งปีหลังผู้ประกอบการในกรุงเทพฯและปริมณฑล จะเริ่มทยอยเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยมากขึ้น ทั้งบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม รวมถึงการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ใกล้กับรถไฟฟ้า แตกต่างจากต่างจังหวัดที่ชะลอการเปิดตัว เนื่องจากปีก่อนได้เปิดโครงการจำนวนมาก โดยเฉพาะคอนโดมีเนียม เช่น จ.เชียงใหม่ ภูเก็ต นครราชสีมา ขอนแก่น ชลบุรี และอุดรธานี
            พร้อมกับชี้ว่าความเสี่ยงของธุรกิจและผู้บริโภค คือการที่ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองเงินดาวน์ของผู้บริโภค รวมถึงการเร่งปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งอาจจะกลายความเสี่ยงของสถาบันการเงิน
            สำหรับแนวโน้มของตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดเชียงใหม่นั้น  น่าจะมีการชะลอตัวต่อเนื่องไปจนถึง ต้นปีหน้า แต่จากการที่จังหวัดเชียงใหม่ยังคงเป็นพื้นที่มีศักยภาพสูง จากการเป็นจังหวัดศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและการลงทุนในภาคเหนือ  และปัจจุบันก็มีกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากอยู่แล้ว ด้านการชะลอตัวลงของตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดเชียงใหม่ ผู้ประกอบการก็ได้รับผลกระทบไปด้วย จากการสำรวจพบว่าขณะนี้เป็นช่วงที่ผู้ประกอบการด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีความเชื่อมั่นต่ำที่สุดในรอบ 9 ไตรมาส หากมองในแง่บวกถือได้ว่าเป็นเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะเป็นการช่วยชะลอไม่ให้เกิดภาวะที่อยู่อาศัยล้นตลาด
            อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในครึ่งปีหลัง 2558  คาดว่าจะมีผู้ประกอบการจากส่วนกลางเข้ามาลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดเชียงใหม่เพิ่มมากขึ้น ผลจากการที่จังหวัดเชียงใหม่ จะมีโครงการพัฒนาต่างๆ มากมายในอนาคต ซึ่งจะช่วยดึงดูดให้ผู้ประกอบการจากส่วนกลางที่ต้องการขยายตลาดเข้ามา โดยปัจจุบันมีหลายรายที่เริ่มมีการเคลื่อนไหวและเตรียมความพร้อมรอไว้แล้ว
อ้างอิง : ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ,หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ
           ,บริษัทเอกอานนท์ จำกัด http://aekarnon.com

AREA แถลง ฉบับที่ 180/2557: 14 พฤศจิกายน 2557 ตลาดอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อ 2558








AREA แถลง ฉบับที่ 180/2557: 14 พฤศจิกายน 2557
ตลาดอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อ 2558
          ภาษีที่เรากำลังหวาดหวั่นก็คือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะทุกครั้งที่มีการเสียภาษีเพิ่ม ก็เหมือนถูก "ปล้น" หรือเรียกไพเราะว่า "ถอดขนห่าน" แต่ผมอยากย้ำว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ยิ่งให้ ยิ่งได้จริงๆ
อสังหาริมทรัพย์ปี 2558 จะเป็นปีทอง?
          ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2557 (มกราคม - สิงหาคม 2557) มีการเปิดตัวโครงการใหม่ถึง 272 โครงการ เฉลี่ยเดือนละ 34 โครงการ  รวม 77,626 หน่วย มูลค่า 235,515 ล้านบาท หรือเฉลี่ยหน่วยละ 3.034 ล้านบาท หากประมาณการทั้งปี 2557 น่าจะมีหน่วยขายเปิดใหม่ 105,571 หน่วย รวมมูลค่า 320,300 ล้านบาท หรือหน่วยละ 3.028 ล้านบาท
          เมื่อเทียบกับปี 2556 ที่มีหน่วยเปิดใหม่ 131,645 หน่วย ที่มูลค่า 385,447 ล้านบาท จะพบว่าในปี 2557 ทั้งปีนี้ จะมีหน่วยขายเปิดลดลงประมาณ 20% และมูลค่าการพัฒนาลดลงประมาณ 17% ซึ่งถือว่าดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ณ กลางปี 2557 ที่คาดว่าตลอดปี 2557 นี้หน่วยขายเปิดใหม่ จะลดลงประมาณ 24% และมูลค่าการพัฒนาลดลงประมาณ 28% แสดงว่าสถานการณ์หลังความวุ่นวายทางการเมืองในครึ่งหลังปี 2557 ดีชึ้นกว่าครึ่งปีแรก 
          ส่วนที่ระบุว่า "ในปีหน้าจะเป็นปีทองของอสังหาริมทรัพย์ที่จะเติบโตดีที่สุดในรอบ 16-20 ปี โดยมีปัจจัยบวกมาจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่คาดว่าจะแล้วเสร็จปีหน้าหลายสาย ทำให้กำลังซื้อของประชาชนสูงขึ้น และการเปิดเออีซี" นั้น มีข้อเห็นแย้งคือ 
          1. ที่ว่ารถไฟฟ้าที่จะเสร็จในปี 2558 นั้น อาจยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากความล่าช้า หรือแม้สร้างเสร็จแล้ว ที่ผ่านมาก็เปิดวิ่งไม่ได้ ทำให้ไม่เกิดผลชัดเจน 
          2. การเสร็จของรถไฟฟ้า ไม่ได้ทำให้กำลังซื้อของประชาชนสูงขึ้นแต่อย่างใด 
          3. การเปิดเออีซีก็จะเริ่มในปี 2559 ไม่ได้ส่งผลในช่วงปี 2558 แต่อย่างใด 
          อย่างไรก็ตามอสังหาริมทรัพย์ปี 2558 น่าจะดีกว่าปี 2557 เพราะหมดปัจจัยทางการเมือง อาจกล่าวได้ว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมาทำลายเศรษฐกิจย่อยยับไปถึง 420,000 ล้านบาท ทั้งนี้คำนวณจากว่ารายได้ประชาชาติของไทยเท่ากับ 12 ล้านล้านบาท ในปี 2557 ซึ่งควรจะเติบโตราว 5% เช่นเดียวกับประเทศอื่นในอาเซียน แต่กลับลดลงเหลือ 1.5% เพราะการที่ประเทศไทยเราไม่อาจรอมชอมกันได้ ไม่สามารถตกลงในแนวทางสันติวิธีด้วยการเลือกตั้งได้เช่นทั่วโลก และมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยไร้ขื่อแปยาวนานถึง 8 เดือน ดังนั้นเศรษฐกิจจึงทรุด 
          การทรุดลงไปถึง 3.5% (5% ที่คาดหวัง ลบด้วย 1.5% ที่ประมาณการสำหรับปีนี้) ของ 12 ล้านล้านบาท จึงเท่ากับเงินหายไปจากระบบประมาณ 420,000 ล้านบาท การนี้จึงทำให้กำลังซื้อหดตัวลง ข้อดีคือไม่เกิดฟองสบู่ ส่วนข้อเสียคือกำลังซื้อฝืดลง การวางแผนทางการเงินและการขายของผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินต้องเพิ่มความระมัดระวัง เพราะมีความเสี่ยงในการขายช้าลงกว่าแต่กว่า 
          อาจกล่าวได้ว่าในปี 2558 แม้น่าจะเติบโตกว่าปี 2557 แต่ก็ยังไม่เกิดฟองสบู่ แต่มีข้อเตือนภัยสำคัญก็คือ 
          1. การประกาศกฎอัยการศึก ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเข้ามาประเทศไทยน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แม้จะมีบางฝ่ายอ้างว่าการมีกฎอัยการศึก ทำให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น แต่ก็อาจไม่จริง ยังมีการข่มขืน ภาคใต้ประกาศกฎอัยการศึกมานาน ก็ยังไม่สงบ ที่สำคัญนักท่องเที่ยวย่อมตระหนักดีว่า หากประเทศสงบจริง จะคงกฎอัยการศึกไว้ทำไม ด้วยกฎอัยการศึกนี้จึงทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในรอบ 8 เดือนแรกของปี 2557 ลดลงถึง 16% หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป จำนวนนักท่องเที่ยวคงหายไป 4 ล้านคน และในความเป็นจริงควรเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2 ล้านคน ดังนั้นก็เท่ากับนักท่องเที่ยวหายไป 6 ล้านคน ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวหดตัวเป็นอย่างหนัก โดยคนหนึ่งใช้เงินเพื่อการท่องเที่ยว 40,000 บาท ก็เท่ากับเงินหายไป 240,000 ล้านบาท 
          2. หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้โอกาสการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์จะลดลง กำลังซื้อที่คาดว่าจะมีก็อาจ "เหือดหาย" ไปในปี 2558 ก็ได้ บริษัทพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ที่คาดการณ์ว่าจะเปิดตัวโครงการมากมายในปี 2558 อาจ "ผิดแผน" และต้องปรับตัวใหม่ก็ได้ 
          3. การส่งออกคงไม่เจริญเติบโต ทำให้เศรษฐกิจไม่มีเงินหมุนเวียนจากต่างประเทศ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะยิ่งหดตัวลง  ประเทศจะเจริญได้ต้องอาศัยการส่งออก ไม่ใช่อาศัยนโยบาย "อัฐยายซื้อขนมยาย" อย่างเด็ดขาด การส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศเป็นเพียงนโยบายชั่วคราวแบบ "ไฟไหม้ฟาง" 
          4. การอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งในปัจจุบันแข่งขันกันปล่อยกู้กันอย่างมาก สถาบันการเงินหลายแห่งให้กู้สูงถึง 100% หรือ 110% ของมูลค่าตลาด ซึ่งหากเกิดวิกฤติเงินฝืดขึ้นมา ก็อาจทำให้สถาบันการเงินล้มลงเช่นในยุคก่อนได้ 
          5. ยิ่งกว่านั้นหากเกิดความไม่สงบรอบใหม่เพราะรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างได้ผลชะงัด จริงตามที่อาสามาทำงาน ก็จะทำให้เกิดความไม่มั่นคงและความเปราะบางทางเศรษฐกิจ 
          การวางแผนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการวางแผนการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย การลงทุนจึงต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ
ราคาที่ดินจะเป็นอย่างไร
          ราคาที่ดินที่มีขายสูงถึง 1.9 ล้านบาทในช่วงปลายปี 2557 นั้น ตามสถิติการซื้อขายล่าสุดมีซื้อถึง 1.7 ล้านบาทต่อตารางวาโดยบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง เพื่อนำไปพัฒนาเป็นอาคารชุดพักอาศัย อย่างไรก็ตามราคาที่มีการประกาศขายมีสูงถึง 2.0 ล้านบาทหรือมากกว่านี้ต่อตารางวาด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตามราคาสูงสุดที่ควรจะเป็นตามมูลค่าตลาดหรือศักยภาพที่นำไปใช้ประกอบการในเชิงพาณิชย์นั้น ควรเป็นราคาประมาณ 1.7 ล้านบาทต่อตารางวา ณ บริเวณรอบๆ รถไฟฟ้าสยามสแควร์ เพลินจิต และชิดลม ส่วนบริเวณรอบสถานีรถไฟฟ้านานา อโศก ยังลดหลั่นลงมา ไม่ถึง 1.7 ล้านบาทต่อตารางวา
          ฐานในการคำนวณมูลค่าที่ควรจะเป็นพิจารณาจากการประกอบการเป็นศูนย์การค้าที่สามารถเช่าได้ในราคาประมาณ 3,500 - 5,000 บาท ซึ่งน่าจะเป็นการพัฒนาที่สะท้อนถึงมูลค่าที่ดินที่ประมาณ 1.7 ล้านบาทต่อตารางวา หากซื้อที่ดินในราคานี้ไปพัฒนาเป็นอาคารชุดพักอาศัย ก็น่าจะต้องขายในราคามากกว่า 220,000 บาทต่อตารางเมตร อย่างไรก็ตามในปัจจุบันในเขตกรุงเทพมหานครมีอาคารชุดพักอาศัยที่ขาย ณ ราคาเกือบ 400,000 บาทต่อตารางเมตรในบางทำเลที่มีข้อได้เปรียบโดนเด่นพิเศษ
          เมื่อพิจารณาถึงราคาที่ดินทางราชการที่ประเมินโดยกรมธนารักษ์ ราคาประเมินสูงสุดเป็นเงินตารางวาละ 850,000 บาทในพื้นที่สีลม ซึ่งศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ประเมินไว้ตามราคาตลาดประมาณ 1.4 ล้านบาท หรือต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 39% ส่วนพื้นที่ที่ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ประเมินไว้สูงสุด 1.7 ล้านบาทบริเวณสยาม เพลินจิตชิดลมนั้น ทางราชการประเมินไว้เป็นเงิน 800,000 บาท หรือ เพียง 47% ของราคาตลาดเท่านั้น
          ราคาประเมินของทางราชการจึงไม่สามารถนำไปซื้อขายได้ในตลาดเปิด เพราะไม่ได้สะท้อนมูลค่าตลาดที่แท้จริง และแม้ในบางบริเวณราคาประเมินทางราชการจะปรับเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่ารอบ 4 ปี แต่ก็ยังไม่อาจปรับได้ทันราคาตลาดที่แท้จริง ราคาประเมินทางราชการเป็นเพียงราคาเพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และไม่มีสัดส่วนที่แน่นอนระหว่างราคาประเมินทางราชการกับราคาตลาดแต่อย่างใด
          หากพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงราคาของที่ดินบริเวณต่าง ๆ จะพบข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ราคาที่ดินที่บริเวณรถไฟฟ้ามีการปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะสยามสแควร์ซึ่งปรับตัวสูงขึ้น 325% ในรอบ 20 ปี สีลมมีรถไฟฟ้าสายเดียว จึงปรับตัวขึ้น 211% ในรอบ 20 ปี ส่วนเยาวราช ซึ่งเคยมีราคาสูงสุด กลับปรับตัวเพิ่มเพียง 71% เพราะยังไม่มีรถไฟฟ้านั่นเอง กรณีนี้พบได้ชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเอกมัย กับกล้วยน้ำไท และระหว่างรัชดาภิเษก (ห้วยขวาง) กับถนนพระรามที่ 9 ที่ไม่มีรถไฟฟ้านั่นเอง
ท่องเที่ยวไม่แจ่มใส เศรษฐกิจและอสังหาฯ ชลอ
          ในรอบ 9 เดือนแรกของปี 2557 จะพบว่า นักท่องเที่ยวจากจีนยังมาเป็นอันดับ 1 คือ 3,097,436 ล้านคน ลดลงจากปีก่อนที่มา 3,748,703 ล้านคนถึง 17.37% มาเลเซียก็เข้ามาลดลงจากเดิมถึง 19.28% ญี่ปุ่นและเกาหลีก็เข้ามาน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก รวมทั้งอินเดียและสิงคโปร์ การที่นักท่องเที่ยวกลุ่มที่ "กระเป๋าหนัก" เข้ามาน้อยลง ย่อมทำให้การใช้จ่ายในประเทศไทยน้อยลง ตารางต่อไปนี้แสดงถึงอันดับ 20 ประเทศแรกที่เข้ามาเที่ยวไทยมากที่สุดในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมาของปี 2557
          เมื่อประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงอีก 3 เดือนที่เหลือ หากประมาณการว่าจะมีเท่ากับช่วงเดียวกันของปี 2556 ก็จะมีนักท่องเที่ยวมา 24,534,039 คนหรือลดลงจากปีก่อน 7.6% แต่ถ้าประมาณการว่าใน 3 เดือนหลังนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 5% และ 10% ของปีก่อน ก็จะได้นักท่องเที่ยวจำนวน 24,185,487 คนและ 23,836,535 คน หรือลดลง 8.9% และ 10.2% ตามลำดับ แต่หากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 10% เพราะไม่มีปัจจัยลบทางการเมือง ก็น่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา 29,201,398 ล้านคน ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้แล้ว
          จากตัวเลขการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวในปี 2556 พบว่า นักท่องเที่ยวใช้เงิน 43,824 บาท ก็อาจอนุมานได้ว่า ในปี 2557 จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวหายไปในระหว่าง 88,204 ล้านบาท 103,488 ล้านบาท ถึง 118,771 ล้านบาท  อย่างไรก็ตาม หากสมมติว่าปี 2557 น่าจะดีกว่าปี 2556 อยู่ 10% คือมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็น 29,201,398 คนแทนที่จะเป็น 26,546,725 คนในปี 2556 และแต่ละคนใช้จ่าย 43,824 บาท ก็เท่ากับว่าเราสูญเสียรายได้ที่ควรจะเป็นไป 116,338 ล้านบาท ถ้าเทียบกับปี 2556
          อย่างไรก็ตามโดยที่ในความเป็นจริงปี 2557 แย่กว่าปี 2556 ตามสมมติฐานที่ 1, 2 และ 3 (2557/1, 2557/2 และ 2557/3) ก็เท่ากับว่าเราสูญเสียรายได้ที่ควรได้จากการท่องเที่ยวไปราว 204,542 - 235,110 ล้านบาท  ดังนั้นการสูญเสียโอกาสเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดความฝืดเคืองในระบบเศรษฐกิจของไทย การที่จำนวนนักท่องเที่ยวน้อยลง ทำให้การใช้โรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวและบันเทิงน้อยลง คนจะตกงานมากขึ้น เศรษฐกิจก็จะไม่ดี และทำให้การซื้ออสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ท่องเที่ยวก็จะลดลงโดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานซึ่งเป็นคนไทยจากต่างถิ่นที่เข้ามาทำงานในพื้นที่จะลดลงไปตามลำดับด้วย
          การท่องเที่ยวจึงเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจของไทยในปี 2557 จะชะลอตัวลง การเปิดตัวของอสังหาริมทรัพย์ที่หวังจะให้สามารถขายได้ตามแผนในเวลาอันสั้นอาจจะต้องยืดเวลาออกไปบ้าง ต้องกันความเสี่ยง (Risk Premium) ไว้ระดับหนึ่งเพื่อไม่ให้เกิดความสุ่มเสี่ยงในการลงทุนจนเกินไป
การอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงิน 
          การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินของโครงการอสังหาริมทรัพย์นั้น นอกจากจะใช้เพื่อการวางแผนการพัฒนาโครงการแล้ว ยังใช้เพื่อการขอรับสินเชื่อจากสถาบันการเงินอีกด้วย และในปัจจุบัน การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หรือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ มักต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันการเงินเป็นสำคัญ 
          สถาบันการเงินจะวิเคราะห์สินเชื่ออย่างไร เป็นประเด็นสำคัญที่การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินจำเป็นต้องพิจารณาเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการวิเคราะห์สินเชื่อ โครงการที่มีความเป็นไปได้ทางการเงินจริงเท่านั้นจึงจะได้รับการอำนวยสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ไม่เช่นนั้นสถาบันการเงินนั้น ๆ ก็อาจประสบความล้มเหลวได้ บางส่วนของการวิเคราะห์สินเชื่ออาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเงินโดยตรง แต่ส่วนมากจะเกี่ยวข้อง และแม้ในส่วนที่เกี่ยวกับการตลาดและอื่น ๆ ก็เป็นสิ่งที่ผู้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินจะต้องพิจารณาเป็นพิเศษ 
          การศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงิน และการวิเคราะห์สินเชื่อพร้อมกับการอำนวยสินเชื่อจึงพึงศึกษาไปด้วยกัน และทำให้กระบวนการศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินมีความสมบูรณ์แบบและใช้ได้จริงในภาคปฏิบัติจากการพิจารณาข้อคำนึงถึงต่าง ๆ ในกระบวนการอำนวยสินเชื่อ ซึ่งเริ่มต้นที่การวิเคราะห์สินเชื่อ โดยหลักการวิเคราะห์สินเชื่อ 5C การวิเคราะห์สินเชื่อเป็นส่วนหนึ่งการวิเคราะห์ความเสี่ยง ในที่นี้ใช้หลัก 5C ได้แก่ Character, Capital, Capacity, Collateral และ Condition ดังรายละเอียดต่อไปนี้:
          1. Character: ผู้กู้ ลูกค้าที่มาขอกู้เงินจากสถาบันการเงินควรเป็นคนซื่อสัตย์ น่าเชื่อถือ มีความตั้งใจจริง และมีฐานะทางด้านการเงินดีพอ นอกจากนี้ยังต้องเป็นคนที่มีความรู้และประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตไปได้ตลอดรอดฝั่ง ในการวิเคราะห์ผู้กู้ จากภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และบริษัทขนาดใหญ่ก็อาจจะแตกต่างกันไปพอสมควร ธุรกิจขนาดเล็กกว่าอาจมีความเสี่ยงมากกว่า ขณะเดียวกันธุรกิจขนาดใหญ่ก็อาจมีความสลับซับซ้อนทำให้การวิเคราะห์ยากลำบาก อาจไม่สามารถวิเคราะห์ได้สอดคล้องกับความเป็นจริง
          2. Capital: เงินลงทุน เงินลงทุนที่เพียงพอของผู้กู้แสดงถึงความมั่นใจของสถาบันการเงินต่อผู้กู้ และยังแสดงถึงความมุ่งมั่นและผูกพันกับโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มาขอกู้อีกด้วย ดังนั้น ในการวิเคราะห์จึงมุ่งไปที่เงินทุนของตนเอง (Share Capital / Owners’ Equity) ที่มาร่วมลงทุนกับโครงการในสัดส่วนที่สูงเพียงพอที่จะไม่ทำให้ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risks) ของโครงการสูงมากจนธนาคารรับไม่ได้ ประเด็นนี้จึงให้ความสำคัญแก่การวิเคราะห์สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) ของโครงการ ตามที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้ 
          ในเรื่องรายละเอียดของสัดส่วนหนี้สินต่อทุนนั้น ผู้ประกอบการมักต้องการให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนสูงด้วยเหตุผลที่จะได้มีเงินเพียงพอใช้สอยอย่างคล่องตัว และเป็นความน่าเชื่อถือประการหนึ่งที่มีเงินหมุนเวียนสูง อีกทั้งยังทำให้ใช้เงินตนเองน้อยลง ส่งความเสี่ยงไปที่สถาบันการเงินเป็นหลัก แต่ข้อเสียก็คืออาจมีการนำเงินไปใช้ผิดประเภท หรือ ทำให้ผู้กู้ประมาทได้
          แต่สถาบันการเงิน มักจะให้ความสำคัญแก่การที่มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำ เพราะเป็นการลดความเสี่ยงของตนนอกจากนั้น ยังอาจทำให้มีเงินทุนเพียงพอสำหรับผู้กู้มากรายยิ่งขึ้น แต่ข้อเสียก็คือผู้ประกอบการอาจไม่มาขอใช้บริการเพราะสถาบันการเงินแห่งนั้นอาจป้องกันความเสี่ยงจนสูงเกินไป กระทั่งไม่อาจดึงดูดความสนใจในการขอใช้บริการของผู้ประกอบการ
          3. Capacity: ความสามารถในการชำระหนี้ การวิเคราะห์ในส่วนนี้มุ่งที่ว่าโครงการนั้นต้องมีกำไรและอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนสูงกว่าต้นทุนของทุน (Cost of Capital) ของโครงการ และต้องมีกระแสเงินสดมากพอที่จะชำระหนี้คืนธนาคารได้ตามเงื่อนไข ดังนั้น ในการวิเคราะห์ทางการเงินจึงต้องแสดงผลของการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทน และการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน ฯลฯ เพื่อให้เห็นความสามารถในการชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม การวิเคราะห์งบกระแสเงินสด (Cash Flow Analysis) จึงต้องดำเนินการอย่างรัดกุม
          4. Collateral - หลักประกันการให้กู้ยืม ในกรณีอสังหาริมทรัพย์นี้ ส่วนมากจะหมายถึงที่ดินโครงการ และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่ผู้บริหารหรือเจ้าของโครงการนำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน  มูลค่าของหลักประกันที่เพียงพอจะเป็นเครื่องประกันความเสี่ยงของสถาบันการเงินโดยตรง สำหรับในรายละเอียดแล้ว การที่สถาบันการเงินจะสามารถบริหารหรือลดความเสี่ยงในการให้สินเชื่อได้เพียงใดนั้น ขึ้นกับปริมาณและคุณภาพของข้อมูลที่ต้องใช้ในการวิเคราะห์สินเชื่อ ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ดีพอ เช่น รายงานการประเมินค่าทรัพย์สินที่ประเมินผิดพลาด จนได้ราคาสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริงมาก
          5. Conditions: ปัจจัยภายนอกต่างๆ
          กรณีนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับการเงินโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับสภาพทางด้านเศรษฐกิจ สังคม 
วัฒนธรรม ปัญหาสงคราม และสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่มีผลกระทบต่อความเป็นไปได้ของโครงการลงทุน โดยเฉพาะในปัจจุบัน เรื่องสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญมากต่อการลงทุน ผู้ประกอบการรวมทั้งสถาบันการเงินจึงต้องศึกษาให้ดี จะได้ไม่เกิดความเสี่ยงที่สูงเกินไปจนไม่สามารถพัฒนาโครงการได้ 
          สำหรับแนวทางการอำนวยสินเชื่อ สถาบันการเงินมักจะพิจารณาตามหลักการ 4 P’s อันประกอบไปด้วย Purpose, Principle, Protection และ People ดังรายละเอียดต่อไปนี้:
          1. Purpose: วัตถุประสงค์ของการขอกู้  การตัดสินใจอำนวยสินเชื่อให้แก่โครงการอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ สถาบันการเงินจะต้องเห็นพ้องกับวัตถุประสงค์ของการใช้เงินที่เหมาะสม ทั้งนี้เพราะเป็นประเด็นความเสี่ยงที่ต้องสนใจ หากมีความชัดเจนแล้ว สถาบันการเงินก็จะอำนวยสินเชื่อเป็น 2 ลักษณะคือ ประการแรกอาจเป็นเงินกู้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน (Working Capital) ได้แก่การนำเงินไปใช้สำหรับซื้อวัตถุดิบกับจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และประการที่สองอาจเป็นเงินกู้ยืมระยะยาวเพื่อลงทุนในทรัพย์สินถาวร (Term Loans) ได้แก่การนำเงินไปใช้ลงทุนในทรัพย์สินประเภททุน (Capital Goods) เช่น จัดซื้อที่ดินสำหรับสร้างอาคารสำนักงาน เป็นต้น
          2. Principal –จำนวนเงินต้นที่ให้กู้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่สัดส่วนระหว่างเงินกู้กับส่วนของเงินลงทุนของเจ้าของโครงการนั่นเอง (Debt to Equity Ratio) ในดุลพินิจของสถาบันการเงินนั้น ผู้กู้ต้องมีเงินลงทุนของตัวเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่า มีฐานะทางด้านการเงินดีพอที่จะทำให้โครงการอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นได้ มีความผูกพันกับโครงการของตนเอง และมีเงินทุนพอที่จะมาแบกรับความเสียหายของโครงการที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในระดับหนึ่ง สถาบันการเงินใด ๆ ก็ตาม คงไม่ยินดีที่จะให้กู้เกือบ 100 %  
          3. Protection - การป้องกันความเสียหาย  ในการอำนวยสินเชื่อ สถาบันการเงินจะพิจารณาเรียกหลักประกันจำนวนหนึ่งจากผู้กู้เสมอ แม้ว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ จะมีความเป็นไปได้ทางการเงินและอื่น ๆ สูงมากเพียงใดก็ตาม แต่โดยที่มีความเสี่ยงอยู่โดยรอบ สถาบันเงินจึงต้องป้องกันตัว หรือมี Protection หลักทรัพย์ที่สถาบันการเงินพึงรับไว้ประกันความเสี่ยงได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ ยังอาจเป็นการนำใบหุ้น เงินฝาก การโอนสิทธิ์บางอย่าง และใบกรมธรรม์ประกันภัยหรือประกันชีวิตเป็นต้น มาเป็นหลักทรัพย์ด้วย รวมทั้งการค้ำประกันส่วนบุคคล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับนโยบายการอำนวยสินเชื่อของแต่ละสถาบันการเงิน
          4. People - ลูกค้าผู้ขอกู้ ในที่นี้ก็หมายถึงบุคคลหรือวิสาหกิจที่ขอกู้ เช่น บริษัทพัฒนาที่ดินนั้น ๆ และหมายรวมตั้งแต่ตัวบริษัท ผู้บริหารบริษัท หรือผู้ที่ทำงานบริหารการตลาดและการขายอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ เพื่อการประสานงาน และการอำนวยสินเชื่อในภาคปฏิบัติ โดยทั่วไป การทำให้สถาบันเชื่อถือลูกค้าเป็นหนทางสำคัญในการได้รับการอำนวยสินเชื่อ
สถานการณ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยและแนวโน้ม
          จากวารสารธนาคารอาคารสงเคราะห์ฉบับที่ 78 กรกฎาคม - กันยายน 2557 พบว่า ในรอบ20ปีสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปคงเหลือมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในช่วง20ปี (2537-2556) สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปคงเหลือของสถาบันการเงินทั้งระบบมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยในปี 2537 มีจำนวนกว่า 4.4 แสนล้านบาทในปี 2547 เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อมาในปี 2554 ได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 ล้านล้านบาท และในปี 2556 มีจำนวนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท
          สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปคงเหลือ ณ ไตรมาส 2 ปี 2557 มีจำนวนกว่า 2.6ล้านล้านบาท ณ ไตรมาส 2 ของปี2557สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปคงเหลือของสถาบันการเงินทั้งระบบมีจำนวนทั้งสิ้น 2,675,537 ล้านบาทในจำนวนนี้เป็นของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจำนวน 1,579,602 ล้านบาทในขณะที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์มีจำนวน 753,202ล้าบาท 
          สำหรับภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่ ในรอบ 20 ปี สถาบันการเงินทั้งระบบปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่กว่า3.6ล้านล้านบาท ในช่วง 20 ปี (2537-2556) สถาบันการเงินทั้งระบบได้มีการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่จำนวนกว่า 3.6 ล้านล้านบาทโดยในช่วงปี 2538-2551 มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่เฉลี่ยกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปีจนกระทั่งในปี 2552-2554 ได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี ปี 2555 ได้เพิ่มเป็นกว่า 4 แสนล้านบาท และในปี 2556 ได้เพิ่มขึ้นทะลุกว่า5แสนล้านบาทซึ่งถือว่ามีการขยายตัวที่สูงเป็นประวัติการณ์ 
          สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่ครึ่งแรกปี 2557 มีจำนวนกว่า 2.6 แสนล้านบาทคาดทั้งปีมีจำนวนกว่า5แสนล้านบาท ในครึ่งแรกของปี 2557 สถาบันการเงินทั้งระบบได้มีการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่จำนวน 260,494 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2556 ซึ่งมีจำนวน 248,962 ล้านบาทร้อยละ 4.6 ในจำนวนนี้เป็นของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจำนวน 151,684 ล้านบาท ในขณะที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์สามารถปล่อยได้จำนวน 65,589 ล้านบาท สำหรับในปี 2557 ทั้งปีคาดว่าสถาบันการเงินทั้งระบบจะสามารถปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ได้จำนวนกว่า5แสนล้านบาทใกล้เคียงกับปี 2556ที่ผ่านมา
          สำหรับด้านกลยุทธ์นั้น กลยุทธ์การตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยปี 2557 ธนาคารเกือบทุกแห่ง ยังคงเข้ามาแข่งขันในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพราะแต่ละสถาบันการเงินต้องการเร่งยอดปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย ให้ได้ตามเป้าหมาย หลังจากในไตรมาสแรกได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมือง โดยมีการปรับกลยุทธ์หันไปขยายตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่แถวภาคอีสานตามหัวเมืองขนาดใหญ่ โดยใช้กลยุทธ์ทำการตลาดและเสนอโปรโมชั่น ร่วมกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เน้นขยายฐานกลุ่มข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมถึงกลุ่มพนักงานของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินเดือนผ่านธนาคาร เพื่อต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทอื่นๆ โดยเสนอขายแบบไขว้ผลิตภัณฑ์ (Cross Sale) มากขึ้น ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อรถยนต์ เป็นต้น และมุ่งปรับปรุงระบบการอนุมัติสินเชื่อให้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมีแคมเปญโปรโมชั่นสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ย 0% ตามงานมหกรรมต่างๆ ด้วย
          สำหรับกลยุทธ์หลัก ๆ ที่ อ.พัลลภ กฤตยานวัช ที่ปรึกษาด้านกิจการพิเศษ ธนาคารอาคารสงเคราะห์สรุปไว้มีดังนี้:
          1. กลยุทธ์การแข่งขันด้านราคา
          2. กลยุทธ์ด้านการคำนวณเงินงวดรายเดือน
          3. กลยุทธ์ด้านการชำระเงินงวดที่ยืดหยุ่นหลากหลาย
          4. กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัย
          5. กลยุทธ์ด้านการแข่งขันนวัตกรรมใหม่ๆทางการตลาด
          6. กลยุทธ์การขยายช่องทางการขายสินเชื่อที่อยู่อาศัย
          7. กลยุทธ์ด้านความรวดเร็วในการอนุมัติกู้
          8. กลยุทธ์การร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ
          9. กลยุทธ์การส่งเสริมการขาย
          10. กลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพและบริการที่ดีของพนักงาน
          11. การให้คำปรึกษาแนะนำเรื่องบ้านและสินเชื่อ (Home Counseling Center)
          12. การจัดงานมหกรรม
          13. กลยุทธ์CSR
          การแข่งขันที่เดือดหนักเช่นนี้จะสร้างความเปราะบางแก่ระบบเศรษฐกิจเช่นกัน ทั้งนี้ในขณะนี้การอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ในปัจจุบันแข่งขันกันปล่อยกู้กันอย่างมาก สถาบันการเงินหลายแห่งให้กู้สูงถึง 100% หรือ 110% ของมูลค่าตลาด ซึ่งหากเกิดวิกฤติเงินฝืดขึ้นมา ก็อาจทำให้สถาบันการเงินล้มลงเช่นในยุคก่อนได้ ผู้จะซื้อบ้าน นักลงทุน สถาบันการเงิน ตลอดจนธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐบาลจึงต้องพยายามประคับประคอบระบบสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้ดีเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป
ผู้แถลง:
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน